09.4
13

งานวิจัยล่าสุดชี้ชีวิตบนโลกอาจมาจากดาวอังคาร

by admin ·

งานวิจัยใหม่สนับสนุนแนวคิดว่า ดาวอังคารเมื่อหลายพันล้านปีก่อนอาจเป็นสถานที่ก่อกำเนิดทางชีววิทยาที่เหมาะสมมากกว่าโลก โดยหลักฐานอ้างถึงโมเลกุลแรกสุดที่จำเป็นต่อการสร้างสิ่งมีชีวิตนั้นประกอบขึ้นมาได้อย่างไร    รายละเอียดของทฤษฎีดังกล่าวนำเสนอโดย ศ.สตีเฟน เบนเนอร์  จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวสต์ไฮเมอร์ในเกนส์วิลล์  สหรัฐฯ ภายในการประชุมวิชการโกลด์ชมิดท์  ที่เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี อ้างตามรายงานของบีบีซีนิวส์ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ต่างสงสัยกันมานานแล้วว่า อะตอมแรกสุดรวมกันกลายเป็นองค์ประกอบโมเลกุลของสิ่งมีชีวิตอย่าง อาร์เอ็นเอ (RNA) ดีเอ็นเอ (DNA) และโปรตีนได้อย่างไร โดยโมเลกุลเหล่านั้นรวมกันกลายเป็นชิ้นส่วนพันธุกรรมที่มีความซับซ้อน มากกว่าสารเคมีอินทรีย์เหลวข้นพรีไบโอติก  ในยุคกำเนิดโลก ที่เชื่อว่ามีอยู่บนโลกเมื่อกว่า 3 พันล้านปีก่อน และเชื่อว่าอาร์เอ็นเอน่าจะกำเนิดขึ้นมาก่อนโมเลกุลอื่นๆ  แนวคิดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตก่อกำเนิดมาจากดาวอังคารและถูกส่งยังโลกของเรานั้นเป็นที่ถกเถียงกันมานานแล้ว ทว่าแนวคิดของ ศ.เบนเนอร์ ได้เพิ่มน้ำหนักให้แก่ข้อสนับสนุนว่าดาวอังคารเป็นจุดเริ่มของชีวมณฑล  ระหว่างดวงดาว โดยภายในการประชุมที่ฟลอเรนซ์ เขาได้นำเสนอผลการทดลองที่บ่งชี้ว่า แร่ที่มีธาตุโบรอน  และโมลิบดีนัม  เป็นกุญแจสำคัญในการประกอบอะตอมให้กลายเป็นโมเลกุลในรูปแบบมีชีวิต

   เขายังเน้นว่า แร่โบรอนนั้นช่วยให้วงแหวนคาร์โบไฮเดรตก่อตัวขึ้นจากสารเคมีพรีไบโอติก แล้วโมลิบดีนัมก็ยึดเอาโมเลกลุตรงกลางนั้นแล้วจัดเรียงให้อยู่ในรูปของไรโบส  แล้วกลายเป็นอาร์เอ็นเอในที่สุด และตรงจุดนี้ได้เพิ่มปัญหาใหม่ว่า ชีวิตเริ่มต้นบนโลกได้อย่างไร เนื่องจากเชื่อว่าโลกในยุคแรกๆ นั้นไม่เอื้อต่อการก่อตัวของแร่โบรอนและแร่โมลิบดีนัมที่จำเป็นต่อการก่อเกิดสิ่งมีชีวิต โดยในยุคเริ่มต้นของโลกนั้นมีแร่โบรอนไม่มีเพียงพอที่จะสร้างอาร์เอ็นเอจาก “ของเหลวกำเนิดชีวิต” และแร่โมลิบดีนัมก็ไม่อยู่ในรูปแบบทางเคมีที่เหมาะสม

 “มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อโมลิดีนัมมีการรวมกับออกซิเจนอย่างมากเท่านั้น จึงจะมีอิทธิพลพอต่อการก่อตัวของชีวิตในยุคต้นๆ ซึ่งรูปแบบของโมลิบดีนัมแบบนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้บนโลกในช่วงเวลาที่เพิ่งก่อกำเนิด เพราะเมื่อ 3 พันล้านปีก่อนนั้น พื้นผิวของโลกยังออกซิเจนเพียงเล็กน้อย แต่ที่ดาวอังคารมีอยู่มาก นี่เป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่าสิ่งมีชีวิตมายังโลกโดยอุกกาบาตจากดาวอังคาร มากกว่าจะเริ่มต้นจากบนโลกเอง” ศ.เบนเนอร์ให้เหตุผล

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
07.15
13

รัสเซียเตือนให้เปิดเผยต่อชาวโลกได้แล้ว เรื่องการมีอยู่จริงของมนุษย์ต่างดาว

by admin ·

ในการประชุมสมาคมการค้าเศรษฐกิจโลกล่าสุด ซึ่งจัดในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีผู้นำและนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของโลกกว่า 2500 คนเข้าร่วมประชุมกันอย่างคับคั่ง ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ นายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ดมิทรี้ เมดเวเดฟ ได้กล่าวถึงนาย บารัก โอบาม่า ว่า

ถึงเวลาแล้วที่โลกต้องรับรู้ความจริงเกี่ยวกับเอเลี่ยน หากอเมริกาไม่เข้าร่วมได้การเปิดเผยครั้งนี้ ทางรัสเซียจะเป็นฝ่ายเปิดเผยเอง”

ซึ่งนาย เมดเวเดฟ นั้นเป็นคนกล่าวประโยคนี้ในวาระของการกล่าวเปิดประชุมงานนี้ซึ่งจัดประชุมทั้งหมด 5 วัน โดยเริ่ม ในงานนี้มีผู้นำคับคั่งมากมายเช่น Angela Merke นายกรัฐมนตรีเยอรมัน David Cameron นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ซึ่งในการประชุมปีนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับเอเลี่ยน 1 หัวข้อคือ X Factors from Nature ซึ่งหัวข้อนี้รวมไปถึงเนื้อหาเกี่ยวกับ discovery of alien life หรือการค้บพบสิ่งมีชีวิตต่างดาวนั่นเอง

มีประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นายกรัสเซียพูดในการประชุมครั้งนี้ คือ ย้อนไปเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.55 ได้มีการสัมภาษณ์นายกรัสเซียคนนี้ที่กรุงมอสโคว์ แต่หลังจากที่สัมภาษณ์จบ คนสัมภาษณ์ได้ถามเรื่องนอกประเด็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งนายกรัสเซียก็ตอบโดยคิดว่าปิดไมโครโฟนแล้ว (แต่แท้จริงยังไม่ปิด) เนื้อหาในการสัมภาษณ์ครั้งนั้นประมาณว่า…

นักข่าว : จริงหรือเปล่าที่ท่านประธานาธิบดี วลาดิเมีย ปูติน ได้ถือโค้ดแฟ้มลับรหัสยิงนิวเคลียร์เตรียมพร้อมไว้รับมือกับพวกเอเลี่ยน

นายก ดมิทรี้ เมดเวเดฟ : สำหรับแฟ้มข้อมูลลับ ที่ท่านปูตินถือไว้นั้นมีข้อมูลของเอเลี่ยนที่มาเยือนโลกเรานั้นมีอยู่จริง และฝ่ายทางทหารนั้นก็มีการเตรียมรับมือและควบคุมสถานการณ์ของเอเลี่ยนที่อยู่แนวเขตแดนของรัสเซีย หากคุณอยากได้ข้อมูลที่ดีกว่านี้ ก็ลองไปหาดูหนังเรื่อง MIB มันคล้ายๆ แบบนั้นแหละ ส่วนจำนวนเอเลี่ยนนั้น ผมบอกคุณไม่ได้ เพราะมันจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน (ส่วนสาเหตุที่ยกหนังเรื่อง MIB มาเปรียบเทียบนั้นเพราะต้องการให้เห็นภาพของ จำนวน UFO และจำนวนเอเลี่ยน แค่สองอย่างนี้เท่านั้น)

ทางฝั่งคนที่ไม่เห็นด้วยก็กล่าวตอบโต้ว่า อาจเป็นไปได้ว่า “นายกรัสเซียคนนี้บ้าไปแล้วนั่นเอง” แต่เขาแค่บ้าแค่นั่นเองหรือ นอกจากคำพูดของนายกรัสเซียคนนี้แล้ว ยังมีหลักฐานน่าสนใจอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น

นาย Timothy Good อดีตที่ปรึกษาเพนตาก้อน เคยกล่าวไว้ในหนังสือของเขา Above Top Secret: The Worldwide U.F.O. Cover-Up เขากล่าวว่าในสมัยอดีต ประธานาธิบดีอเมริกา Dwight Eisenhower เองก็เคยประชุมลับกับเอเลี่ยนมาแล้ว 3 ครั้ง

จากการค้นพบล่าสุดในเมือง Vladivostok รัสเซีย พวกเขาได้ค้นพบวัตถุบางอย่างของ UFO ซึ่งอาจมีอายุถึง 300 ล้านปี

นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และผู้ศึกษาวิจัยหลายคนได้โพสคลิปในยูทูป ถึงความถี่ของการเกิดที่บ่อยขึ้นของการปรากฏวัตถุประหลาดที่ดวงจันทร์สมาคมนักวิจัยดาราศาสตร์ในยุโรปก็ออกมาบอกว่า พวกเขาได้ค้นพบ แหล่งที่คาดว่าจะเป็นแม่น้ำบนดาวอังคาร กว่า 1000 แหล่ง

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษและศรีลังกา ได้ออกมาเปิดเผยงานวิจัย ที่พวกเขาวิจัยศึกษาฟอสซิลที่อยู่ในแร่ Meteorite ที่ขุดพบ พบว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ตรงกับสายพันธุ์ใดในโลกหรือที่เคยค้นพบเลย

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
07.10
13

เปลี่ยนความเชื่อจุดกำเนิดการเดินสองขาของมนุษย์

by admin ·

นักโบราณคดี มหาวิทยาลัยยอร์ค ศึกษาและพบว่า การยืนสองขาอาจจะมาจากการตอบสนองต่อภูมิประเทศ มากกว่าที่จะมาจากการย้ายที่อยู่เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อย่างที่ทฤษฎีเดิมเชื่อกันมา การศึกษาครั้งล่าสุดจากนักโบราณคดี มหาวิทยาลัยยอร์ค ท้าทายทฤษฎีที่ว่าบรรพบุรุษของเราพัฒนาการมาจากสัตว์สี่เท้าที่สร้างบ้านอยู่บนต้นไม้มาเป็นสัตว์ยืนสองเท้าที่สามารถเดินและปีนป่ายได้

นักวิจัยเชื่อว่า การยืนสองเท้าของคนถือกำเนิดมาจากบริเวณภูมิประเทศขรุขระทางแอฟริกาตะวันออกและใต้ ที่มีสาเหตุมาจากภูเขาไฟและการเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกในยุค Pliocene โฮมินิน บรรพบุรุษยุคแรกของเรา อาจจะสนใจภูมิประเทศแบบหินแข็งและช่องเขา เพราะมันหมายถึงที่อยู่อาสัย และโอกาสในการล่าเหยื่อที่ดีขึ้นได้ แต่การจะอยู่ในที่แบบนั้นได้ จะต้องมีความสามารถในการยืนและปีนป่ายขึ้นที่สูงได้ อันเป็นจุดกำเนิดของการเริ่มเดินสองขาของมนุษย์ นับว่านักวิจัยมหาวิทยาลัยยอร์ค ท้าทายทฤษฎีเดิมที่เชื่อว่า บรรพบุรุษเดิมของเราไม่อยากอาศัยอยู่บนต้นไม้อีกต่อไป เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ต้นไม้มีจำนวนน้อยลง จึงลงจากต้นไม้มายืนสองขาบนพื้นดินงานวิจัยเรื่อง “ภูมิประเทศอันซับซ้อนและวิวัฒนาการของมนุษย์: การเชื่อมต่อที่หายไป” ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Antiquity แล้ว เป็นผลงานร่วมวิจัยกับ Institut de Physique du Globe ในปารีส

ล่าสุด ทางด้าน ดร.อิสเบล ไวน์เดอร์ แห่งภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยยอร์ค หนึ่งในผู้วิจัยได้เผยว่า “งานวิจัยของเราเป็นการแสดงให้เห็นว่า การยืนสองขาอาจจะมาจากการตอบสนองต่อภูมิประเทศ มากกว่าที่จะมาจากการย้ายที่อยู่เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” “พื้นที่ที่แตกหักและยุ่งเหยิงนับว่าเป็นผลดีต่อโฮมินิน ในเรื่องความปลอดภัยและอาหาร และยังเป็นสาเหตุของแรงจูงในให้มนุษย์ยุคนั้นพัฒนาทักษะการเคลื่อนที่ของตัวเอง ไปสูงการปีนป่าย การยืนให้สมดุล และการเคลื่อนที่ให้เร็วๆในพื้นที่ที่แตกหักนี้ให้ได้ อันเป็นการเคลื่อนที่ที่กระตุ้นให้เกิดการยืนแบบสองขาขึ้น”

นักวิจัยเชื่อว่า มืออและแขนของมนุษย์โฮมินินที่ยืนสองขาได้แล้วก็จะเริ่มว่างงาน และพัฒนาไปเป็นการใช้เพื่อการทำงานที่คล่องแคล่วมากขึ้นและการใช้เครื่องมือ และเป็นกุญแจของเรื่องราวการวิวัฒนาการในขั้นต่อๆไปส่วนการปรับตัวโครงกระดูกและเท้านั้นก็อาจจะเป็นผลจากการเดินทางในระยะสั้นๆไปตามพื้นที่ที่ราบเรียบและไม่เป็นหลุมบ่อ เพื่อการออกล่าเหยื่อและอพยพไปหาบ้านใหม่นั่นเอง “ภูมิประเทศที่หลากหลายช่วยพัฒนาทักษะการรับรู้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การออกสำรวจและการสื่อสาร และยังทำให้สมองของเราพัฒนาและมีการสื่อสารทางสังคมที่ดีขึ้น เกิดเรื่องการร่วมมือกันและการทำงานเป็นทีมขึ้น” ดร.ไวน์เดอร์ เผย

“ข้อสมมติฐานของเรานับว่าเป็นความรู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงสมมติฐานที่ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ มันสามารถอธิบายวิวัฒนาการของมนุษย์โฮมินินได้ และยังฟังดูน่าเชื่อถือว่าข้อสมมติฐานเดิมอีกด้วย”

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
07.5
13

2 ดวงจันทร์ใหม่ของพลูโต

by admin ·

เพื่อนๆทราบกันไหมว่าชื่อใหม่ของ 2ดวงจันทร์ของพลูโตชื่ออะไร? 2 ดวงจันทร์ใหม่ของ “พลูโต” ที่ถูกเรียกว่า “พี4” และ “พี5” ไปพลางๆ ก่อนหน้านี้ ได้รับการตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า “สติกซ์” และ “เคอร์เบอรอส

สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ หรือไอเอยู (IAU) องค์กรที่รับผิดชอบในการตั้งชื่อวัตถุท้องฟ้า ประกาศชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการสำหรับดวงจันทร์ใหม่ 2 ดวงของดาวเคราะห์แคระพลูโต 2 ดวง คือ “สติกซ์” และ “เคอร์เบอรอส” ซึ่งก่อหน้านี้เคยเรียกกันพลางๆ ว่า “พี4” (P4) และ “พี5” (P5)

สเปซด็อทคอมระบุว่า การคัดเลือกชื่อดวงจันทร์ของดาวพลูโตอ้างอิงผลสำรวจคะแนนเสียงทางอินเทอร์เน็ตที่ดำเนินการโดยสถาบันค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกโลก หรือเซติ (SETI) แต่ชื่อที่ได้รับผลโหวตมากที่สุดคือ “วัลแคน” (Vulcan) ชื่อดาวเคราะห์ของชาววัลแคนในซีรีส์เรื่อง “สตาร์เทร็ค” (Star Trek) ซึ่งได้รับการโหวตถึง 170,000 คะแนน จากเสียงโหวตทั้งหมดเกือบ 500,000 คะแนน

ทางเซติได้อธิบายถึงเหตุผลที่ชื่อดังกล่าวซึ่งเป็นชื่อเทพแห่งภูเขาไฟของโรมันไม่ได้รับเลือกว่า ชื่อดังกล่าวถึงถูกนำไปในใช้ในวงการดาราศาสตร์แล้ว อีกทั้งเทพเจ้าของโรมันองค์ดังกล่าวก็ไม่มีสิ่งใดที่สัมพันธ์กับพลูโต ตามกฎของไอเอยูนั้นดวงจันทร์ของพลูโตจะต้องเป็นชื่อของตัวละครในเทพนิยายกรีกหรือโรมัน โดยชื่อพลูโตนั้นเป็นชื่อของผู้รักษากฎแห่งโลกบาดาล

สำหรับชื่อ “เซอร์เบอรัส” เป็นชื่อสุนัข 3 หัวในเทพนิยายโรมัน ซึ่งได้รับเสียงโหวตเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนนเกือบๆ 100,000 คะแนน แต่ทางไอเอยูได้ปรับชื่อดังกล่าวเล็กน้อยเป็น “เคอร์เบอรอส” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันในตำนานของเทพนิยายกรีก ส่วนสติกซ์เป็นชื่อแม่น้ำที่แยกระหว่างความเป็นและความตายตามเทพนิยาย ซึ่งได้รับเสียงโหวตเป็นอันดับ 3 อยู่ราว 88,000 คะแนน

เมื่อปี 2012 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบดวงจันทร์สติกซ์จากภาพถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และภาพถ่ายจากกล้องตัวเดียวกันนี้ยังช่วยในการค้นพบดวงจันทร์เคอร์เบอรอสเมื่อปี 2011 โดยสเปซด็อทคอมให้ข้อมูลว่าดวงจันทร์ทั้งสองมีเส้นผ่านศูนยืกลางประมาณ 20-30 กิโลเมตร

ตอนนี้มีดวงจันทร์ของพลูโตที่ถูกค้นพบทั้งหมด 5 ดวง โดยที่เหลือคือ ชารอน (Charon) มีขนาดใหญ่ที่สุดและถูกค้นพบเมื่อปี 1978 และนิกซ์ (Nix) กับไฮดรา (Hydra) ซึ่งถูกพบด้วยกล้องฮับเบิลเมื่อปี 2005

ทั้งนี้ องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) จะศึกษาดวงจันทร์ใหม่ของพลูโต 2 ดวงล่าสุดนี้และระบบของดาวเคราะห์แคระดวงนี้ทั้งหมดได้อย่างใกล้ชิดขึ้น เมื่อยานอวกาศนิวฮอไรซอนส์ (New Horizons) บินไปถึงในปี 2015 หลังจากที่ถูกส่งขึ้นไปตั้งแต่ปี 2007 และอาจจะค้นพบดวงจันทร์ดวงอื่นๆ ที่ฮับเบิลไม่สามารถตรวจจับได้ แล้วจะเดินทางต่อไปถึงแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ซึ่งเป็นแถบที่มีมวลของวัตถุน้ำแข็งจำนวนมากเหลือจากการก่อกำเนิดของระบบสุริยะ

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
06.30
13

สเต็มเซลล์

by admin ·

สเต็มเซลล์ คืออะไร? แล้วต้นกำเนิดมาจากไหน? เซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์ (อังกฤษ: Stem Cell) เป็นเซลล์ที่ไม่จำเพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการแบ่งตัวให้เป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆในร่างกายได้ โดยยังคงมีความสามารถในการแบ่งตัวเองให้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดเหมือนเดิมด้วย และสามารถพัฒนาเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะได้ พบได้จากตัวอ่อนระยะ blastocyst และในเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่น เลือด ไขกระดูก ฟันน้ำนม ผิวหนัง ปัจจุบันได้มีนักวิจัยมากมายที่สนใจในการนำสเต็มเซลล์มาใช้ในการรักษาโรค เช่น ธาลัสซีเมีย ลิวคิเมีย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน อัมพาตไขสันหลัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน ให้หายขาดได้

สเต็มเซลล์พบได้ในสายสะดือ เลือด และไขกระดูก เป็นที่ทราบในทางการแพทย์ว่ามีความสำคัญต่อการสร้างระบบเลือด รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งในผู้ใหญ่จะเป็นสเต็มเซลล์จากไขกระดูกที่มีหน้าที่สร้าง เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน

ประเภท

สเต็มเซลล์จัดตามแหล่งที่ได้มาเป็นสองชนิดคือ

สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) คือสเต็มเซลล์ที่เก็บส่วนของ inner cell mass จากตัวอ่อนของมนุษย์หรือสัตว์ที่ยังอยู่ในครรภ์ในระยะ blastocyst สเต็มเซลล์[1]ในระยะนี้จะมีอายุเพียง 3-5 วัน หลังการปฏิสนธิ แม้จะมีจำนวนเซลล์ไม่มาก เมื่อเทียบกับ สเต็มเซลล์ที่ได้จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย แต่เนื่องจากมันมีความสามารถในการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ของร่างกายได้ จึงนับว่าเป็น สเต็มเซลล์ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาและวิจัยอย่างสูงสุด

สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย (Adult Stem Cell) คือสเต็มเซลล์ที่เก็บจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่นจาก ไขกระดูก เลือด ผิวหนัง ฟันน้ำนม เป็นต้น และมีการจำแนกตามความสามารถในการนำไปพัฒนาได้อีก 3 ชนิด คือ

Totipotent cell คือ เซลล์ที่พัฒนาไปได้แบบไม่จำกัด เช่น เซลล์ตัวอ่อนมนุษย์

Pluripotent cell คือ เซลล์ที่พัฒนาไปได้หลายแบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื่อเยื่อต่างๆของสิ่งมีชีวิต

Unipotent cell คือ เซลล์ที่พัฒนาไปเป็นเซลล์จำเพาะชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
06.25
13

ปรากฏการณ์ดาวศุกร์โคจรตัดหน้าดวงอาทิตย์

by admin ·

Venus ในเทพนิยาย คือ เทพธิดาแห่งความรักและความงาม ผู้ที่สวยดังภาพวาดของ Sandro Botticelli แต่ในดาราศาสตร์ Venus คือ ชื่อของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าดาวพุธ แม้จะเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด แต่กลับเป็นดาวลึกลับ เพราะมีเมฆปกคุลมตลอดเวลา จนในอดีตไม่มีใครเคยเห็นพื้นผิวของดาวดวงนี้เลย จนกระทั่งปี 1988 เมื่อนักดาราศาสตร์แห่งหอสังเกตการณ์ Arecibo ที่ Puerto Rico ได้ส่งเรดาร์ไปกระทบผิวดาว แล้วฟังเสียงสะท้อน เพื่อศึกษาภูมิประเทศของดาว ว่ามีภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผลปรากฏว่าไม่มีเลย ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะโลกและดาวศุกร์ถือกำเนิดพร้อมๆ กัน มีขนาดไล่เลี่ยกัน แต่โลกยังมีภูเขาไฟที่คุกรุ่นอยู่มากมาย ดังนั้นปริศนาหนึ่งที่ค้างคาใจในวงการดาราศาสตร์คือ ความร้อนในดาวศุกร์หนีหายไปได้อย่างไร

ในปี 2006 เมื่อ NASA ส่งยานอวกาศชื่อ Venus Express ไปวนสำรวจดาวศุกร์ อุปกรณ์วิทยาศาสตร์บนยานได้รายงานว่า ความดันบรรยากาศบนดาวมีค่าประมาณ 90 เท่าของโลก ดาวหมุนรอบตัวเองทุก 243 วัน พายุบนดาวสามารถพัดได้รอบดาวภายในเวลา 4 วัน อุณหภูมิที่ผิวดาวสูงประมาณ 460 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิสูงมากเช่นนี้ สิ่งมีชีวิตจึงไม่น่าจะอาศัยอยู่บนดาวได้ ดังนั้น นักดาราศาสตร์จึงหันไปสนใจศึกษาดาวอังคารแทน ด้วยการส่งยานอวกาศไปสำรวจถึง 16 ครั้ง ในขณะที่ส่งยานไปศึกษาดาวศุกร์เพียง 2 ครั้งเท่านั้นเอง

ในอดีตเมื่อประมาณ 400 ปี ก่อนนี้ดาวศุกร์เป็นดาวที่นักดาราศาสตร์สนใจมาก และบุคคลแรกที่ได้เน้นให้เห็นบทบาทของดาวศุกร์ในการกำหนดขนาดของสุริยจักรวาล คือ Johannes Kepler ผู้ได้พยากรณ์ว่า ในวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.1631 ผู้คนบนโลกจะเห็นดาวพุธโคจรตัดหน้าดวงอาทิตย์ และเมื่อถึงวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ.1631 ดาวศุกร์ก็จะโคจรตัดหน้าดวงอาทิตย์ให้ชาวโลกเห็นอีก แต่ Kepler มิได้มีบุญเห็นปรากฏการณ์ทั้งสองนี้ เพราะเขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1630 และไม่มีนักดาราศาสตร์คนใดได้เห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน

จนกระทั่งถึงปี 1639 Jeremiah Horrock จึงได้สังเกตเห็นดาวศุกร์โคจรตัดหน้าดวงอาทิตย์เป็นคนแรก โดยได้เฝ้าดูเหตุการณ์นี้ที่ Much Hoole ซึ่งอยู่ใกล้เมือง Liverpool ส่วน William Crabtree ได้สังเกตเหตุการณ์เดียวกันนี้ที่เมือง Manchester ซึ่งอยู่ห่างจาก Much Hoole ประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ.1639 ดังนั้น ทั้งสองจึงเป็นสองบุคคลแรกที่เห็นปรากฏการณ์นี้ ซึ่งมิได้เกิดขึ้นบ่อย

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
06.20
13

ไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์

by admin ·

เกิด 4 มกราคม ค.ศ. 1643

วูลสธอร์ปลิงคอนไชร์ ประเทศอังกฤษ

เสียชีวิต  31 มีนาคม ค.ศ. 1727

20 มีนาคม ค.ศ. 1727  เคนซิงตัน มิดเดิลเซกซ์ ประเทศอังกฤษ

ที่พำนัก   อังกฤษ

สัญชาติ   อังกฤษ

เชื้อชาติ   อังกฤษ

สาขาวิชา ฟิสิกส์, คณิตศาสตร์, ดาราศาสตร์, ปรัชญาธรรมชาติ, เล่นแร่แปรธาตุ, เทววิทยา

ผลงาน    กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน    ความโน้มถ่วงสากล    แคลคูลัส    ทัศนศาสตร์

เซอร์ไอแซก นิวตัน (อังกฤษ: Sir Isaac Newton) (4 มกราคม ค.ศ. 1643-31 มีนาคม ค.ศ. 1727 ตามปฏิทินเกรกอเรียน หรือ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1642- 20 มีนาคม ค.ศ. 1726 ตามปฏิทินจูเลียน)1 นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ

งานเขียนในปี ค.ศ. 1687 เรื่อง Philosophiæ Naturalis Principia Mathematica (เรียกกันโดยทั่วไปว่า Principia) ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นรากฐานของวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ในงานเขียนชิ้นนี้ นิวตันพรรณนาถึง กฎแรงโน้มถ่วงสากล และ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ซึ่งเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์อันเป็นเสาหลักของการศึกษาจักรวาลทางกายภาพตลอดช่วง 3 ศตวรรษถัดมา นิวตันแสดงให้เห็นว่า การเคลื่อนที่ของวัตถุต่างๆ บนโลกและวัตถุท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติชนิดเดียวกัน โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหว่างกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์กับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของตน ซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และช่วยให้การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นิวตันสร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงที่สามารถใช้งานจริงได้เป็นเครื่องแรก[1] และพัฒนาทฤษฎีสีโดยอ้างอิงจากผลสังเกตการณ์ว่า ปริซึมสามเหลี่ยมสามารถแยกแสงสีขาวออกมาเป็นหลายๆ สีได้ ซึ่งเป็นที่มาของสเปกตรัมแสงที่มองเห็น เขายังคิดค้นกฎการเย็นตัวของนิวตัน และศึกษาความเร็วของเสียง

ในทางคณิตศาสตร์ นิวตันกับก็อตฟรีด ไลบ์นิซ ได้ร่วมกันพัฒนาทฤษฎีแคลคูลัสเชิงปริพันธ์และอนุพันธ์ เขายังสาธิตทฤษฎีบททวินาม และพัฒนากระบวนวิธีของนิวตันขึ้นเพื่อการประมาณค่ารากของฟังก์ชัน รวมถึงมีส่วนร่วมในการศึกษาอนุกรมกำลัง

นิวตันไม่เชื่อเรื่องศาสนา เขาเป็นคริสเตียนนอกนิกายออร์โธดอกซ์ และยังเขียนงานตีความคัมภีร์ไบเบิลกับงานศึกษาด้านไสยศาสตร์มากกว่างานด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เสียอีก เขาต่อต้านแนวคิดตรีเอกภาพอย่างลับๆ และเกรงกลัวในการถูกกล่าวหาเนื่องจากปฏิเสธการถือบวช

ไอแซก นิวตัน ได้รับยกย่องจากปราชญ์และสมาชิกสมาคมต่างๆ ว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: , ,
06.15
13

คลื่นความร้อนหรือ “ฮีทเวฟ”

by admin ·


คลื่นความร้อนหรือ “ฮีทเวฟ” (Heat wave) หมายถึง อากาศร้อนจัดที่สะสมอยู่พื้นที่บริเวณหนึ่ง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

“แบบสะสมความร้อน” เกิดในพื้นที่ซึ่งสะสมความร้อนเป็นเวลานาน อากาศแห้ง ลมนิ่ง ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ไม่เคลื่อนที่ เมื่ออุณหภูมิร้อนสะสมหลายวันจะเกิดคลื่นความร้อนมากขึ้นเช่น หากพื้นที่ไหนมีอุณหภูมิ 38-41 องศา แล้วไม่มีลมพัดต่อเนื่อง 3-6 วัน ไอร้อนจะสะสมจนกลายเป็นคลื่นความร้อน มักเกิดในประเทศอินเดีย แอฟริกา ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ ฯลฯ

ชนิดที่ 2 คือ “แบบพัดพาความร้อน” มักเกิดขึ้นแถวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คลื่นความร้อนชนิดนี้เกิดจากลมแรงหอบความร้อนจากทะเลทรายขึ้นไปในเขตหนาว มักเกิดในยุโรป แคนาดาตอนใต้
ทั้งนี้ ประเทศไทยเรียกว่าแทบจะไม่มีโอกาสเกิด “คลื่นความร้อน” หรือ “ฮีตเวฟ” ได้เลย เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่มีมวลอากาศร้อนจัด ประกอบกับไม่มีทะเลทราย นอกจากนี้ ฮีทเวฟจะเกิดได้ก็ต่อเมื่ออุณหภูมิร้อนเกิน 40 องศาต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์ แต่สภาพอากาศของไทยมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาทุก 7-10 วัน ทำให้เกิดฝนตก ช่วยลดอุณหภูมิไม่ให้ไต่ระดับสูงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ปี 2553 ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น อันเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ทำให้ฤดูร้อนปีนี้ของประเทศไทยอุณหภูมิเฉลี่ย 42-43 องศา ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อนยืนยันว่า ไทยเสี่ยงต่อปรากฏการณ์ “ฮีตเวฟ” เป็นอย่างมาก
สำหรับวิธีปฏิบัติตัวเพื่อบรรเทาความร้อน ได้แก่…

1. ให้หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดที่ร้อนจัด พยายามอยู่ในที่ร่มโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

2. ให้ดื่มน้ำมาก ๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน มีวิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าร่างกายได้รับน้ำเหมาะสมหรือไม่ คือสังเกตจากสีของปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะมีสีเหลืองจาง ๆ แสดงว่าได้รับน้ำเพียงพอ แต่ถ้าปัสสาวะสีเหลืองเข้มและปัสสาวะออกน้อย แสดงว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะต้องดื่มน้ำให้มาก ๆ

3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง

4. หากร้อนจัดแล้วเหงื่อไม่ออกให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เพื่อระบายความร้อนในตัวออกมา และเป็นการลดความร้อนออกจากร่างกาย

5. หากมีอาการของโรคลมแดด คืออาการกระหายน้ำ ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อออก หายใจถี่ ปากคอแห้งและอาจวิงเวียนศีรษะ ขอให้รีบไปพบแพทย์

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
06.15
13

เจาะลึกนาซา องค์การด้านอวกาศเพื่อมวลมนุษยชาติ

by admin ·

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ประเด็นดาวเคราะห์ อวกาศ อุกกาบาต ยูเอฟโอ และดวงอาทิตย์ ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอยู่บ่อยครั้งตามหน้าสื่อ เพราะมีปรากฏการณ์แปลกประหลาดต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วโลก ยิ่งล่าสุด จู่ ๆ อุกกาบาตลูกหนึ่งก็พุ่งตกลงมาจากฟ้าในรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บไปหลายร้อย และนั่นทำให้ชื่อของ “องค์การนาซา” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงซะจนชินหู แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักองค์กรนี้เท่าไหร่นัก วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำเรื่องราวว่าด้วยบทบาทหน้าที่ขององค์การนาซามาฝากกัน

องค์การนาซา หรือ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautics and Space Administration: NASA) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ตามพระราชบัญญัติการบินและอวกาศแห่งชาติ เป็นหน่วยงานส่วนราชการที่รับผิดชอบในโครงการอวกาศและงานวิจัยห้วงอากาศอวกาศ (aerospace) ระยะยาวของสหรัฐอเมริกา คอยจัดการหรือควบคุมระบบงานวิจัยทั้งกับฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร โดยเกิดขึ้นจากเงื่อนไขด้านความมั่นคง ในช่วงที่สหรัฐฯ ทำสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องอวกาศนั้นถือเป็นหน้าเป็นตาและเป็นการเสริมบารมีให้ประเทศ

จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งองค์การนาซา เริ่มตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯมุ่งมั่นในการวิจัยชั้นบรรยากาศและพัฒนาอากาศยาน เพื่อให้มั่นใจว่าอเมริกาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ต่อมา ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับปรุงแผนการโคจรของดาวเทียมวิทยาศาสตร์ และรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลก และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตรีบประกาศแผนปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรบ้าง

โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) โซเวียตชิงส่งยานสปุตนิก 1 สู่อวกาศตัดหน้า สภาคองเกรสรู้สึกหวั่นเกรงต่อภัยด้านความมั่นคงและภาวะความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของตน ทำให้สหรัฐฯ เร่งเดินเครื่องอย่างจริงจัง โดยก่อตั้งหน่วยงานราชการขึ้นใหม่ ให้ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจกรรมอวกาศทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหาร

และในที่สุด วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ลงนามในกฎหมายการบินและอวกาศแห่งชาติ ค.ศ. 1958 เพื่อก่อตั้งองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) เริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ขณะนั้นนาซาประกอบด้วยห้องปฏิบัติการ 4 แห่ง มีพนักงานประมาณ 8,000 คน ที่โอนมาจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการบินแห่งชาติ (NACA) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐที่มีอายุกว่า 46 ปี

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: ,
06.10
13

นักวิทยาศาสตร์

by admin ·

นักวิทยาศาสตร์ คือบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อย่างน้อยหนึ่งสาขา และใช้หลักวิธีทางวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้าวิจัย คำนี้บัญญัติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2376 โดย วิลเลียม วีเวลล์ โดยก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ถูกเรียกว่า “นักปรัชญาธรรมชาติ” หรือ “บุคคลแห่งวิทยาศาสตร์”

ความแตกต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และ นักคณิตศาสตร์

แต่เดิมมา ได้จัดคณิตศาสตร์ไว้ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ด้วย แต่ในสมัยปัจจุบัน ผู้คนเริ่มมีแนวโน้มที่จะคิดว่านักคณิตศาสตร์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ เพราะการค้นพบทางคณิตศาสตร์โดยทั่วไปดูเหมือนจะมีขั้นตอนและวิธีการที่แตกต่างไปจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในความหมายที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันนั้น ไม่สามารถใช้สนับสนุนการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่า “นักวิทยาศาสตร์” ก็ยังประกอบไปด้วยนักทฤษฎี ซึ่งไม่เคยลงมือทำการทดลองเลยก็มี และแม้แต่นักทดลองที่ทำปฏิบัติการทดลองเพียงอย่างเดียว ก็มักจะนำคณิตศาสตร์มาใช้บ่อยๆ เพื่ออนุมานหาบทสรุปของพวกเขา ในขณะเดียวกัน การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ก็อาจจะใช้วิธีการยกตัวอย่าง หรือการสาธิต ซึ่งนับเป็นลักษณะร่วมอย่างหนึ่งของการทดลอง

ความแตกต่างของนักคณิตศาสตร์ กับนักวิทยาศาสตร์ อาจมองที่ ผลลัพธ์และเป้าหมายของการศึกษา จริงอยู่ที่นักคณิตศาสตร์โดยเฉพาะนักคณิตศาสตร์ประยุกต์อาจทำงานเพื่ออธิบายสิ่งที่พบเห็นตามธรรชาติ แต่แบบจำลองต่างๆ ที่คณิตศาสตร์โดยทั่วไปคิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ระบบที่มีอยู่จริงทางธรรมชาติ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จำนวนมากเป็นเพียงระบบในจินตนาการ สวยงามสอดคล้องด้วยเหตุและผล ซึ่งถือว่างานสมบูรณ์แล้ว ไม่มีใครสามารถบอกภายหลังว่าระบบนั้นผิดเพราะไม่ตรงกับการทดลอง ต่างจากแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์แม้จะสวยงามสอดคล้องกันเป็นเหตุเป็นผลอย่างดี แต่ถ้าไม่สามารถอธิบายผลการทดลองได้ แบบจำลองและทฤษฎีนั้นก็จะผิด ข้อนี้จัดว่าเป็นความแตกต่างที่สำคัญของงานทางคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ ซึ่งหากดูจากประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์จะรอวันผิด เมื่อมีการทดลองที่ดีขึ้นทฤษฎีเก่าอธิบายไม่ได้มันจะก็ตกไป เหมือนกับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน ก็ถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งในอนาคตก็จะมีทฤษฎีอื่นที่ “ถูกกว่า” มาแทนที่ ในขณะที่ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ เช่น เรขาคณิตของยูคลิด เคยเป็นจริงอย่างไรเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ก็ยังเป็นจริงอยู่อย่างนั้นในระบบทางตรรศาสตร์นั้น

คำว่า “scientist” นี้ วิลเลียม วีเวลล์ได้บัญญัติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2376 ตามคำขอของ ซามูเอล เทเลอร์ คอลริดจ์ (กวีและนักปรัชญาชาวอังกฤษ) ก่อนหน้านั้นคำที่ใช้มีเพียง natural philosopher (ปราชญ์ทางธรรมชาติ) และ man of science เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่า “นักวิทยาศาสตร์” ก็ยังประกอบไปด้วยนักทฤษฎี ซึ่งไม่เคยลงมือทำการทดลองเลยก็มี และแม้แต่นักทดลองที่ทำปฏิบัติการทดลองเพียงอย่างเดียว ก็มักจะนำคณิตศาสตร์มาใช้บ่อยๆ เพื่ออนุมานหาบทสรุปของพวกเขา ในขณะเดียวกัน การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ก็อาจจะใช้วิธีการยกตัวอย่าง หรือการสาธิต ซึ่งนับเป็นลักษณะร่วมอย่างหนึ่งของการทดลอง

ความแตกต่างของนักคณิตศาสตร์ กับนักวิทยาศาสตร์ อาจมองที่ ผลลัพธ์และเป้าหมายของการศึกษา จริงอยู่ที่นักคณิตศาสตร์โดยเฉพาะนักคณิตศาสตร์ประยุกต์อาจทำงานเพื่ออธิบายสิ่งที่พบเห็นตามธรรมชาติ แต่แบบจำลองต่างๆที่คณิตศาสตร์โดยทั่วไปคิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ระบบที่มีอยู่จริงทางธรรมชาติ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จำนวนมากเป็นเพียงระบบในจินตนาการ

Comments OffFiled under: Uncategorized | Tags: , ,